Gen Z คนรุ่นใหม่ ที่นักการตลาดควรใส่ใจ

Gen Z คนรุ่นใหม่ ที่นักการตลาดควรใส่ใจ


การทำการตลาดให้สำเร็จนั้น ส่วนหนึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มและช่วงวัยได้อย่างตรงจุด ซึ่งหลักการแบ่งกลุ่มคนนั้นนิยมแบ่งเป็น Generation หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “Gen” นั่นเอง

โดยการแบ่ง Generation ทั่วไปจะแบ่งออกเป็น
1. Baby Boomer (คนที่เกิดในช่วง ค.ศ. 1948 -1964)
2. Generation X (คนที่เกิดในช่วง ค.ศ. 1965 – 1979)
3. Generation Y (คนที่เกิดในช่วง ค.ศ. 1980 – 1997)
4. Generation Z (คนที่เกิดในช่วง ค.ศ. 1998 – 2009)

ซึ่ง Gen Z เด็กกลุ่มนี้เติบโตขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับคนใน Generation อื่นๆ ดังนั้น การที่จะทำการตลาดเพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนที่ดีเลยทีเดียว ลองมาดูกันค่ะว่า ถ้าคุณต้องการทำการตลาดกับคนกลุ่มนี้คุณควรที่จะทราบอะไรเกี่ยวกับพวกเขาบ้าง

กลุ่ม GEN Z ​ในประเทศไทยมีจำนวนอยู่ที่ราวๆ 13 ล้านคน แบ่งเป็นหญิง 48% และชาย 52% ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังจะเข้ามาสู่วัยแรงงาน (First Jobber) เริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง และมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการต่างๆ ​ถือเป็นอีกหนึ่งกำลัง​ซื้อหลักของประเทศเลยก็ว่าได้

ลักษณะที่โดดเด่นของ GEN Z คือ เป็นกลุ่มที่มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและข้อมูลต่างๆ ในระดับที่สูงมาก ​รวมท้ังการใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียทั้ง ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ก ยูทูป ไลน์​ หรืออินสตาแกรม เรียกได้ว่า เติบโตมาพร้อมความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นกลุ่มที่มีความซับซ้อน แถมยังปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีอีกด้วย

ในมุมของการทำงาน GEN Z เปลี่ยนงานบ่อยกว่า GEN อื่น

ไม่พอใจกับเงินเดือนที่ได้อยู่

• ไม่พอใจกับเงินเดือนที่ได้อยู่ ตามหลักความเป็นจริงแล้ว ในเรื่องของเงินเดือนที่ได้รับกันอยู่นั้นไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคน Gen Z หรอกค่ะที่ไม่พอใจกับเงินเดือนที่ได้ ไม่ว่าคน Gen ไหน ๆ ต่างก็อยากได้รายได้ที่มากขึ้นด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่แตกต่างคือ คน Gen Z จะไม่ค่อยพอใจหรือทนกับเงินเดือนที่ได้สักเท่าไหร่ ส่งผลให้คน Gen Z ต้องการจะเปลี่ยนงานถึง 66.67%

สวัสดิการไม่ถูกใจ

• สวัสดิการไม่ถูกใจ แน่นอนอยู่แล้วว่านอกจากเงินเดือนที่จะต้องตอบโจทย์แล้ว เรื่องของสวัสดิการก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้หลายคนตัดสินใจเปลี่ยนงาน โดยเฉพาะคน Gen Z เพราะคนกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นและชื่นชอบการปรับสิ่ง ต่าง ๆ ให้เข้ากับวิถีชีวิตตัวเอง ถ้าหากบริษัทมีสวัสดิการที่ดีจะเป็นส่วนช่วยให้คน Gen Z อยู่กับบริษัทนานขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้เลือกจะเปลี่ยนงานเพราะไม่พอใจสวัสดิการถึง 56.06%

• ไม่มีความก้าวงานในการทำงาน สำหรับคน Gen อื่นอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ทำงานไปนานๆ แล้วยังอยู่ในตำแหน่งเดิมๆ ได้ แต่สำหรับ คน Gen Z ถ้าเขามองว่างานที่ทำอยู่ไม่มีความก้าวหน้าและไม่ท้าทาย คน Gen Z ก็เลือกที่จะเปลี่ยนงานเหมือนกัน ซึ่งผลสำรวจพบว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่ก้าวหน้าขึ้นกว่า 53.03%

• โบนัสได้ไม่เท่าที่หวัง เรื่องของโบนัสเองก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ Gen Z ถอดใจจากองค์กรเดิม แล้วเลือกที่จะเปลี่ยนงานใหม่ โดยผลสำรวจพบว่าคน Gen นี้อยากจะเปลี่ยนงานใหม่ด้วยสาเหตุว่าไม่พอใจเรื่องโบนัสถึง 39.39%

Gen Z เป็นกลุ่มคนที่มีแผนจะเปลี่ยนงานภายในระยะเวลาอันใกล้มากที่สุด

และเมื่อเจาะลึกลงไปในคนกลุ่มนี้พบว่า Gen Z เป็นกลุ่มคนที่มีแผนจะเปลี่ยนงานภายในระยะเวลาอันใกล้มากที่สุดคือ 1 – 3 เดือน คิดเป็น 31.82% ในขณะที่คนทำงาน Gen X และ Gen Y มีทิศทางไปในแนวเดียวกันคือ มีแผนที่จะเปลี่ยนงานแต่ยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าต้องเปลี่ยนงานเมื่อไหร่
(ขอบคุณข้อมูลจาก : JobThai )

ซึ่งจากผลวิจัยที่มาสำรวจในไทยกับเด็กมหาวิทยาลัยปี 3-4 สิ่งที่เด็ก Gen Z มองหาในองค์กรคือ เขาอยากทำในองค์กรที่มีความมั่นคง เขาอยากได้ Work Life Balance ที่ดี และเขาอยากได้ Autonomy อยากมีอิสระในการทำงาน

“ทั้งสามอย่างนี้คือ ตัวงานและบริษัทมีความมั่นคงสูง คำว่า Work Life Balance อาจจะหมายถึงการทำงานตามใจฉัน ชีวิตต้องมีทั้งครอบครัวมีทั้งการทำงานมีทั้งเล่น งานต้องไม่หนักเกินไป ต้องมีความชิลในการทำงาน ในขณะที่ขออิสระในการทำงาน อย่ามาสั่ง อย่ามาบอก หากมองในมุมมองของผู้ใหญ่สามสิ่งนี้ดูเป็นความเอาแต่ใจอย่างมาก แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เด็กๆ รุ่นใหม่ต้องการ” (คำกล่าวของ คุณอภิชาติ ขันธวิธิ ผู้โลดแล่นอยู่ในวงการ HR)

Gen Z ให้ความสนใจอะไรบ้าง?

Gen Z ให้ความสนใจอะไรบ้าง?

สำหรับสื่อที่ Gen Z นิยมใช้ในการติดตามข้อมูลข่าวสาร อันดับ 1 คือ ทวิตเตอร์ 53% เพราะมีความรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ตามอ่านเรื่องที่เป็นกระแสได้จาก Hashtag ทันที และยังเป็นข้อมูลที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ตรงกับพฤติกรรมของคน GEN Z ที่รับรู้เร็ว และจะเลื่อนผ่านสิ่งที่ไม่สนใจทันที อันดับ 2 คือ เฟสบุ๊ก 19% แม้จะไม่รวดเร็วเท่าทวิตเตอร์ แต่เป็นโซเชียลมีเดียที่คนจำนวนมากใช้ แต่ข้อเสีย คือมี Fake news มาก และอันดับสามคือ ทีวี 12% ที่แม้จะไม่รวดเร็วเท่าสื่อออนไลน​ แต่มีจุดเด่นคือ เป็นสื่อที่มีความเชื่อถือสูง

ส่วนมิติของการสร้างความมั่นคงในชีวิต GEN Z จะให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนต่างๆ แม้รายได้ส่วนใหญ่จะมีการใช้จ่ายมากกว่าการออม แต่ก็ยังแบ่งรายได้ 33% หรือ 1 ใน 3 เพื่อออมและลงทุนในรูปแบบต่างๆ โดยมากกว่าครึ่ง หรือ 62% เลือกวิธีฝากธนาคาร 9% นำเงินไปซื้อสลากออมสิน และอีก 8% เลือกซื้อประกันชีวิต โดยเป้าหมายในการออม สะท้อนชัดเจนว่า ส่วนใหญ่ของเจนเนอเรชั่นนี้ ต้องการความมั่นคงในชีวิต ที่มีสูงถึง 41% ตามมาด้วย เพื่อนำเงินไปซื้อของที่อยากได้ หรือท่องเที่ยว 40% และเพื่อเป็นการลงทุน 19%

นอกจากยังพบว่า GEN Z ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา หรือพึ่งเริ่มวัยทำงาน ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีกำลังซื้อสำคัญในตลาด เพราะแม้จะเริ่มมีการลงทุนหรือเก็บออมไว้สำหรับความมั่นคงในอนาคต แต่เงินส่วนใหญ่ถึง 67% หรือ 2 ใน 3 ของเงินที่หาได้ ก็จะนำไปใช้จ่ายสำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ

และด้วยความซับซ้อนและพฤติกรรมที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ทำให้นักการตลาดที่ต้องการเจาะตลาดคนกลุ่ม GEN Z จำเป็นต้องทำการบ้าน พร้อมทั้งทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก เพราะแค่เร็วคงไม่พอ แต่ต้อง “ด่วน” ด้วยนะคะ

ซึ่งการจับกลุ่มเป้าหมายในตลาดขณะนี้ ไม่ได้ดูเรื่องอายุ เพศ หรือรายได้อีกต่อไป ดังนั้น หากคุณมีการวางแผนให้ดี รู้ว่าเขาคือใคร อย่ารบกวนเขามากไป อาจจะทำให้พวกเขารำคาญและเลิกสนใจสินค้าของคุณไปเลยก็ได้ค่ะ