“ทำคอนเทนต์ด้วยกฎ 30/60/10”

“ทำคอนเทนต์ด้วยกฎ 30/60/10”


ทำคอนเทนต์มีหลากหลายรูปแบบ D.Assemble อยากนำเสนอหลักการคิดอีกแบบหนึ่งในการทำคอนเทนต์

หลายคนคงเคยได้ยินหลักการ Golden Ratio ซึ่งคือ หลักทางคณิตศาสตร์การหาความสมมาตรของสัดส่วนต่างๆ ให้ได้มากที่สุด และหลักการนี้ได้รับการใช้ในการออกแบบทางสถาปัตยกรรมหลากหลายแบบ แต่หลายคนก็บอกว่าหลักการ Golden Ratio คือ ความสมมาตรที่ก่อให้เกิดความสวยงามในการออกแบบมากที่สุด เพราะมันช่างออกมาพอดีมุม มองยังไงก็สวย ด้วยอัตราส่วน 1:1.1618 เช่น ในรูปที่ทาง Vector Stock เขารวบรวมมาให้

Credit: nutesla.com

แม้แต่โลโก้ Apple ที่โด่งดังไปทั่วโลกก็ได้มีหลักการ Golden Ratio นี้เข้าไปอยู่ด้วย จึงทำให้สวยพอดิบพอดีซะเหลือเกิน

Image result for apple logo golden ratio

ถ้าใครอยากอ่านเรื่อง Golden Ratio ในทางคณิตศาสตร์อยากให้เข้าไปดูที่บทความของ Medium ได้เลย

ในส่วนของบทความนี้เราจะมาพูดถึงหลักการ Content Golden Ratio คือ การวางแผนทำคอนเทนต์แบบไหนดี ที่จะทำให้เราสื่อสารกับลูกค้าได้ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ไม่รู้สึกอึดอัดกับการขายของเรามากเกินไป เรียกง่ายๆ ขายยังไงให้สวยเหมือนการออกแบบนั้นเอง

หลังจากที่ได้ทำคอนเทนต์ด้วยตัวเองมาสักระยะหนึ่ง ก็ได้รู้ว่าการคิดทำคอนเทนต์เองทุกวันและทำทุกโพสต์เองคือไม่เวิร์ค เพราะว่าสุดท้ายก็จบด้วยการโพสต์ขายอยู่ดี จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกเบื่อๆเซ็งๆ ว่า มาขายอีกแล้ว ดังนั้น จึงมีการพยายามทดลองเอาวิธีใหม่ๆเข้ามา โดยการเอาคอนเทนต์คนอื่นมาแชร์บ้าง เขียนคอนเทนต์ให้ความรู้บ้างสลับกับการขาย ผลลัพธ์ที่ได้คือ ดีมาก เพราะได้ลูกค้าเยอะขึ้นหลายเท่าตัวและเพิ่มยอด Follow ได้หลักหมื่นในระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป

ทีนี้คำถามต่อมาคือ แล้วต้องเขียนของตัวเอง แชร์ของคนอื่น และขายของแค่ไหน? ในสัดส่วนเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าพอดี? ก็เลยมานั่งไล่ดูโพสต์ของตัวเอง และตามล่าหาความรู้เรื่องนี้ เลยเอามาแชร์ให้อ่านกันถึงหลักการ 30/60/10

30% เขียนเอง (Owned Content)

สังเกตว่าการที่เขียนบทความเองใช้เวลานานมาก เพราะต้องรวบรวมพละกำลังและศักยภาพที่มีอย่างยิ่งยวด เพราะนอกจากเวลาที่จะเสียไปโดยที่ไม่ได้ทำงานอื่นหรือหารายได้ทางอื่นแล้ว ยังต้องนั่งเกลาความรู้ที่มีอย่างมากมายให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นอีก เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย แต่บทความที่เขียนเองเพื่อให้ความรู้ บอกจุดยืนที่แตกต่างก็เป็นเรื่องสำคัญ มีบ้างแต่ไม่ต้องมีเยอะขนาดนั้น ยกตัวเองเช่น เดือนนึงจะลงคอนเทนต์ 10 โพสต์ ก็ลงที่เขียนเองสัก 3 โพสต์พอแล้วอย่างอื่นก็หาความรู้หรือบทความจากที่อื่นแชร์มาบ้างก็ได้

60% คอนเทนต์แชร์ หรือ คัดสรรมา (Curated Content)

ส่วนนี้พูดกันตรงๆก็คือคอนเทนต์ที่ช่วยส่งเสริมแบรนด์โดยที่เราไม่ต้องทำเองทั้งหมด กล่าวคือ หาอะไรที่เกี่ยวข้องน่าสนใจ ที่กลุ่มเป้าหมายเราอยากรู้มาแชร์ หรือเล่าในวิธีการของเราเอง ส่วนนี้จะช่วยให้ฐานลูกค้าเราได้รับรู้ถึงความใส่ใจของแบรนด์หรือเจ้าของเพจในการหาความรู้ใหม่ๆ มาอัพเดทให้เขาอ่าน เราเองเขียนเอง และรู้หมด เป็นไปไม่ได้ เมื่อบางเรื่องที่เกิดขึ้นเราก็แค่นำมาอัพเดทและบอกต่อ เพิ่มคุณค่าของเพจเราให้กับแบรนด์เขา นั้นหมายความว่าเราต้องรู้จักลูกค้าเราว่าเขาอยากรู้อะไร และเราอยากให้เขารู้อะไรเพิ่มเติม เพื่อเสริมการขายให้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น D.Assemble ขายคอร์สการตลาดดิจิทัล ก็นำข่าวหรือบทความอัพเดทใหม่ๆ เรื่องการตลาดดิจิทัลมาให้ลูกค้าได้อ่านได้เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ก็ทำให้ขายง่ายขึ้น แม้แต่การเอาบทความของคู่แข่งที่เขาทำดีมากๆในเชิงการให้ความรู้มาแชร์ก็ไม่เป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด อาจก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีและการต่อยอดทางธุรกิจก็เป็นได้

10% ขายของเอง (Self-promotion)

นี้แหละส่วนสำคัญที่สุด ขายของจ้า

ขายของเต็มที่ไม่ต้องเขินอาย ใส่เข้าไปเลยให้สุด เพราะถ้าทำตามแผนมาแล้ว เราก็พูดได้เต็มปากว่าเราขายอะไร โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะรำคาญ เนื่องจาก จาก 10 โพสต์ พึ่งได้ขายของ 1 โพสต์นี้เอง และ 9 โพสต์ที่ผ่านมาก็ให้ทั้งความรู้และสร้างความสนิทมาตลอดแล้ว

จริงๆทฤษฎีขายของแค่ 10% นี้ มีนักการตลาดชื่อดังอย่าง Gary Vaynerchuk ที่เขาบอกไว้ว่ามันคือ หลักการ Jab, Jab, Hook นี้แหละ เหมือนชวนคุยๆและปิดการขายซะเลยซึ่งนั้นหมายความว่าการขายต้องมี “Call-to-action” หรือสิ่งที่ขายตรงๆไปเลย

หลักการนี้มีคนใช้ทั่วโลกและจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ใช้ได้ดี นอกจากจะช่วยให้ขายได้ง่ายขึ้น ยังช่วยให้คิดออกด้วยว่าวันนี้ฉันจะโพสต์อะไรดี หรือจะทำคอนเทนต์ไปทางไหนดี อย่าลืมว่าลูกค้าเบื่อการขายที่ไม่สิ้นสุด มันต้องมีจุดที่เขาเห็นว่าเรามีค่ามากพอในโซเชียลมีเดีย และเขาจะไม่กดผ่านเราไปง่ายๆ